ทำไมต้องพยายามใช้โหมด M? (การถ่ายภาพ)

Posted 12/08/2008 20:45
by coreadmin
คะแนนนิยม

พอดีว่าช่วงนี้ ผมยังไม่มีสมาธิที่จะเขียนเรื่อง LINQ ต่อเสียที เลยขอเปลี่ยนแนวมาเขียนเรื่องกล้องบ้างแล้วกันนะครับ

อย่างที่เราเห็นๆ กันว่า เดี๋ยวนี้คนใช้กล้อง DSLR กันเยอะมาก ด้วยราคาที่เริ่มจะอยู่ในระดับที่ตากล้องระดับทั่วๆ ไป สามารถจะเอื้อมถึง และคุณภาพที่ออกมาดีกว่ากล้องคอมแพคอย่างมาก จึงไม่แปลกที่ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูป จะสรรหามาเป็นเจ้าของซักตัว

เรื่องของเรื่องคือ ผมมักจะเห็นผู้ที่ใช้กล้อง DSLR ส่วนใหญ่ มักจะพยายามใช้โหมด M หรือโหมดที่เราจะเป็นผู้ที่เลือกว่า จะใช้ความเร็วชัตเตอร์ และขนาดของรูรับแสง (aperture) เท่าไหร่ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า มันมีไม่ความจำเป็นเลย ที่เราจะต้องไปพยายามทำอะไรแบบนั้น แต่ก่อนที่จะฟังความเห็นของผม เราอาจจะมาทำความรู้จักกับเจ้า Aperture และความเร็วชัตเตอร์นี้สักเล็กน้อยครับ

Aperture

image

ขนาดของรูรับแสงขนาดต่างๆ เปรียบเทียบกัน

image

สำหรับ Aperture นั้น อธิบายแบบที่ผมเข้าใจนะครับ จะเป็นช่องที่อยู่ตรงด้านหลังของเลนส์ ที่สามารถเปลี่ยนขนาดให้เล็ก/ใหญ่ ตามต้องการได้ เพื่อจุดประสงค์ในการจำกัดปริมาณของลำแสงที่วิ่งผ่านเลนส์ไปยังอุปกรณ์รับภาพ (CCD, CMOS, ฟิล์ม หรือกำแพง!) แน่อนว่า ช่องยิ่งกว้าง ก้อจะได้แสงเยอะ กลับกัน ถ้าช่องมันแคบ ก้อจะได้แสงน้อย ในภาพด้านบน ทางขวามือ ภาพที่ 1 คือเลนส์ ที่เปิด Aperture กว้าง และภาพที่ 2 คือ ภาพที่เปิด Aperture แคบ จะเห็นว่าภาพที่ 1 นั้น ขนาดของ Aperture แทบจะเท่ากับขนาดของหน้าเลนส์เลยเชียว

Aperture เป็นสิ่งที่ทุกเลนส์จะต้องมีครับ ลองพลิกดูด้านหน้าเลนส์ของกล้องคอมแพค เว็บแคม หรือว่า มือถือ ดูก้อได้ มันจะมีเลข Aperture กำกับอยู่ทั้งนั้น ในรูปของค่า f มันมักจะมาในเลขที่เป็นซีรี่ส์ของ 2.8 3.5 5.6 อะไรทำนองนี้

image
กล้องของ N82 - f2.8/5.6
image
กล้องคอมแพค - f3.2-4.8

โดยที่ค่า f นั้น จะเป็นอัตราส่วนของทางยาวโฟกัส (Focal Length) กับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของรูรับแสง นั่นก็คือ สำหรับเลนส์ 6.2มม อย่างในรูป ขนาดของรูรับแสงจริงๆ ก็คือ 1.93 มม เท่านั้น! ในขณะที่ เลนส์ของกล้อง DSLR ที่มีทางยาวโฟกัส 17มม และมีค่า f ที่ 3.5 จะมีขนาดรูรับแสงจริงๆ ถึง 4.85มม และเลนส์อันโตๆ สีขาวๆ ที่เราอาจจะพบได้ตามงานรับปริญญา บางอันมีทางยาวโฟกัสถึง 200มม แต่มีค่า f แค่ 2.8 หรือขนาดรูปรับแสงกว้างถึง 71.42มม!!!

image

ความเร็วชัตเตอร์

เพื่อจะให้ตัวฟิล์ม หรือ CCD/CMOS ทำการบันทึกภาพที่เราต้องการ เราก็จะต้องทำการเปิดให้แสง ผ่านจากเลนส์ ไปยังอุปกรณ์เหล่านั้นได้ (เรียกว่าการ Expose ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Exposure หรือการเปิดรับ) ซึ่งอุปกรณ์ที่ควบนั้นก็คือ ชัตเตอร์นั่นเองครับ

สำหรับความเร็วชัตเตอร์นั้น อธิบายตามความเข้าใจของผมอีกแล้ว คือการกำหนดว่าจะให้อุปกณ์รับภาพนั้น ได้รับแสงนานเท่าไหร่ หน่วยจะเป็นเวลาครับ เช่น 1 วินาที หรือ 1/100 วินาที (0.1 วินาที) แน่นอนว่า ยิ่งเราเปิดให้อุปกรณ์รับภาพได้รับแสงนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้ภาพที่สว่างขึ้น ในสภาพแสงเดียวกัน และขนาด Aperture เท่ากัน

image

ซึ่งความเร็วชัตเตอร์ จะมีส่วนที่ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมาไหว หรือเปล่าอีกด้วย ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร นั่นก็คือภาพที่เราถ่ายเวลาปิดแฟลช แล้วถ่ายภาพในห้องมืดๆ ไงครับ ภาพมันจะเบลอมั่วไปหมด เพราะว่า แทนที่วัตถุที่เราต้องการจะถ่าย จะไปปรากฏอยู่บนจุด จุดเดียวบนอุปกรณ์รับภาพ มันกลับมีหลายจุด ได้รับภาพเดียวกัน (งงมะ) ลองดูภาพตัวอย่างด้านล่างเป็นต้นครับ ผมให้เพื่อน เอาไฟเย็น วาดเป็นรูปหัวใจ ลองนึกภาพว่า จุดที่เป็นสีขาวของไฟเย็น ค่อยๆ วาาาดด ลงไปบน CCD ของผมทีละจุด ทีละจุด จนต่อกันไปเป็นรูปหัวใจ แน่นอนว่า กว่าเพื่อนผมจะวาดเสร็จ อาจจะต้องใช้เวลาหลายวินาที นั่นก็คือ ผมต้องสั่งให้ชัตเตอร์ เปิดค้างไว้หลายวินาทีนั่นเอง ถ้าผมใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ (เช่น 1/1000 วินาที) ยังไม่ทันที่เพื่อนผมจะลากไฟเย็นไปไหน ชัตเตอร์ก็ปิดเสียแล้ว ก็จะได้ภาพไฟเย็น ที่เป็นจุด จุดเดียวในภาพ อยู่นิ่งๆ ถูกต้องไหมครับ?

image

โอเค แล้วทำไมถึงไม่ต้องใช้โหมด M?

ในโหมด M นี้ ตากล้อง จะเป็นผู้ที่กำหนดค่าของตัวแปรถึง 3 ตัว ในการถ่ายภาพ นั่นก็คือ ค่า Aperture, Shutter Speed และความเร็วฟิลม์ หรือค่า ISO นั่นเอง

ซึ่งในตอนแรก ผมเองก็มีความพยายามที่จะใช้โหมด M นี้เหมือนกัน แต่เมื่อลองนั่งศึกษาหาข้อมูลจริงๆ จังๆ ผมก็เริ่มถามตัวเองว่า นี่ทำไมเราจะต้องพยายามทำงานแทนกล้องด้วยเนี่ย?!?!? เราลองมาวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของเรา เวลาเราถ่าบภาพกันเถอะครับ

ประการแรก: เราต้องการภาพที่มีสภาพแสงปกติ

ที่ว่า สภาพแสงปกติ อาจจะแปลได้ว่า "well-exposed" ในภาษาอังกฤษครับ ซึ่งนั่นก็คือภาพที่สิ่งที่เราสนใจ มีความสว่างพอดีๆ ไม่สว่างเกินไป ไม่มืดเกินไป ถ้าตอนถ่ายคน ก็จะหมายถึงว่า คนที่เราถ่าย หน้าออกมาเด้งพอดี หน้าไม่มืด หรือขาววอกเกินไป ดูธรรมชาติ (หรือขาวกว่าธรรมชาติ แต่นางแบบพอใจ Smile)

ประการที่สอง: เราอยากได้ภาพคนที่ข้างหลังเบลอๆ หรือ ภาพวิวที่ชัดๆ

ลองนึกถึงเวลาเราเห็นภาพรับปริญญาสิครับ บัณฑิตทุกคนในภาพ มักจะต้องชัดอยู่คนเดียว ทุกสิ่งอย่างรอบข้าง มันจะต้องเบลอไปซะให้หมด เพื่อให้บัณทิตนั้น ดูเด่นที่สุดในภาพ ซึ่งการจะทำให้บังเกิดภาพแบบนี้ได้ จะต้องใช้เลนส์ที่เราเรียกกันว่า เลนส์ Potrait หรือว่าเลนส์ถ่ายคน เพราะว่าเลนส์แบบนี้ มักจะสามารถปรับขนาด Aperture ให้กว้างๆ ได้ ซึ่งจะมีผลทำระยะชัด มันแคบมาก จนวัตถุอื่นๆ ที่ไม่ใช่บัณทิต อยู่นอกโฟกัสจนไปหมด

ส่วนเวลาเราถ่ายภาพวิว แน่นอนว่า ไม่ว่าภูเขาจะไกลโพ้นขนาดไหน เราก็ยังอยากจะให้มันชัด รวมไปถึงต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ นี่ด้วยก็อยากให้ชัดเหมือนกัน ซึ่งการทำให้ระยะความชัดนี้มันไกลไปจนถึงภูเขาได้เนี่ย เราก็จะต้องใช้ Aperture แคบๆ เพื่อเพิ่มระยะชัด ให้มันกว้างที่สุด (กว้างได้ถึงระยะอนันต์เลยทีเดียว)

image

ซึ่งการปรับค่า Aperture นอกจากจะมีผลให้แสงเข้ามามาก/น้อยแล้ว ยังมีผลทำให้ Depth Of Field หรือ ระยะชัดเนี่ย มากหรือน้อย ตามไปด้วย ลองดูภาพประกอบครับ (ภาพจาก Wikipedia) ภาพแบบที่ถ่ายบัณทิต เราเรียกว่า ชัดตื้น ส่วนภาพที่เราถ่ายวิว เราเรียกว่า ภาพ ชัดลึก ครับ

ประการสุดท้าย: เราอยากได้ภาพที่ Noise น้อยๆ

imageส่วนหนึ่งที่เราเปลี่ยนมาใช้ DSLR กัน ก็อาจจะเป็นเพราะเรื่องของ Noise ด้วย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ถ้าเราใช้ ISO เยอะๆ ภาพจะมีลักษณะเป็นจุดสีมั่วๆ เพราะกล้องจะต้องทำการเร่งสัญญาณที่ได้จาก CCD/CMOS เพื่อให้ได้ระดับแสงตามที่เราต้องการ ซึ่งจะเป็นปัญหามากกับกล้องคอมแพค

ในการเร่งสัญญาณเนี่ยแหละครับ ที่เป็นส่วนที่ทำให้เกิด Noise ลองนึกถึง เวลาที่เราเปิดเสียงจากลำโพงดังๆ แล้วเสียงมันแตกนั่นแหละครับ

แต่ว่าการมี Noise จากการใช้ ISO สูงๆ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน เวลาที่เราต้องถ่ายภาพในที่มืดๆ โดยที่ไม่ใช้แฟลช และไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ถ้าเราพยายามใช้แต่ ISO 100 อย่างเดียว ภาพส่วนใหญ่ก็จะออกมาเบลอๆ เพราะว่ากล้องเองก็ไม่สามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่เร็วพอให้เราได้

แต่ทุกอย่างมันสัมพันธ์กัน!!!

ใช่แล้วครับ เพราะว่า เพื่อจะให้เราบรรลุจัดประสงค์แรกได้ (ได้ภาพที่วัตถุที่เราจะถ่าย มีความสว่างพอดี) เราจะต้องเปิดให้ CCD/CMOS ของกล้อง รับแสงด้วยระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งนั่นก็ความเร็วชัตเตอร์ แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่กระทบกับ ขนาด Aperture และค่า ISO ได้ครับ!

นั่นก็คือ ถ้าคุณลดความเร็วชัตเตอร์ (เปิดให้ CCD/CMOS รับแสงนานขึ้น) เพื่อให้ภาพสว่างขึ้น คุณก็จะต้องลด ISO ลง เพื่อไม่ให้กล้องเร่งสัญญาณมากเกินไป หรือไม่ก็ต้องปรับ Aperture ให้แคบลง เพื่อให้แสงเข้ามาน้อยลง ไม่อย่างนั้น แสงก็จะเข้ามามากจนเกินไป จนภาพมันส่วางเกินกว่าที่เราต้องการ

ในทางกลับกัน ถ้าต้องการเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ (เปิดให้ CCD/CMOS รับแสงสั้นลง) เพื่อหยุดการเคลื่อนไหว ไม่ให้ภาพเบลอ ก็จะส่งผลให้ภาพมืดลง เพราะ CCD/CMOS มีเวลาเก็บแสงสั้นลง คุณก็๋ต้องเร่ง ISO เพื่อให้กล้องเร่งสัญญาณ หรือปรับ Apreture ให้กว้างขึ้น เพื่อให้แสงผ่านเข้ามาได้มากขึ้น ภาพจะได้กลับมาสว่างเหมือนปกติ

image ในการเปลี่ยนแปลงค่าใดค่าหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น Shutter Speed, Aperture หรือ ISO ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะทำให้ภาพสว่างเกินไป หรือมืดเกินไปเสมอ นอกจากว่าคุณจะปรับค่าที่เหลือ ชดเชย นั่นก็คือ คุณกำลังพยายามทำงานแทน CPU และระบบวัดแสงอันแสนซับซ้อนพิสดารในตัวกล้องครับ!!!

เพราะว่า คุณจะต้องมองไปที่ภาพด้านหน้า คิดคำนวณว่า แสงประมาณนี้ น่าจะใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่าไหร่ดี ISO เท่าไหรน่าจะพอ ปรับค่า Aperture ให้เหมาะสมกัน แล้วค่อยถ่าย ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากการทำงานของระบบวัดแสง หรือว่า เครื่องวัดแสงแบบในรูปด้านข้างนี้เลย จริงไหมครับ???

และยิ่งไปกว่านั้น ผมยังเห็นเพื่อนๆ บางคน (ที่ใช้โหมด M) จะทำการวัดแสงก่อน แล้วเริ่มหมุนเปลี่ยนค่า Shutter Speed/Aperture ตาม แล้วให้กล้องบอกว่า มันสว่างไป หรือมืดไป โดยดูจากแถบ Exposure Level ในช่อง View Finder

image

แล้วทำไมไม่ให้กล้องมันคิดให้ซะเลยล่ะคร๊าาาบบบ......!!!!

แล้วใช้โหมดไหน ถึงจะดี?

ถ้าดูจากความต้องการของเราจริงๆ จะพบว่า อันที่จริงแล้วสิ่งเที่เราต้องการควบคุมจริงๆ โดยมากจะเป็น Depth Of Field เอาซะมากครับ ถ้าเราอยากถ่ายภาพ Portrait ให้สวยๆ หรือจะมาโครอาหารบนโต๊ะ เราก็อมักจะใช้ f2.8 ค้างไว้เลย หรือถ้าอยากถ่ายภาพวิว ก็จะใช้ f สูงๆ เช่น f8 ให้ Depth Of Field มันกว้างๆ

ส่วน ISO เราก็สามารถตั้งเป็น Auto ไว้ได้ ให้กล้องมันเลือกให้เรา แถมในกล้องบางรุ่น จะสามารถกำหนดเป็นช่วงได้ด้วย ผมเชื่อว่า ตอนซื้อกล้อง ก็คงได้อ่านรีวิวกันจนทะลุแล้วว่า กล้องเรา ISO ประมาณไหน Noise จะน้อย ก็ปรับว่าให้ใช้มันแค่ช่วงนั้นไงครับ อย่างผมใช้ซัมซุง GX-10 ผมลองดูแล้วว่า ในช่วง ประมาณ 800 ยังเป็นช่วงที่ Noise อยู่ในระดับน่าพอใจ ผมก็จะตั้งไว้ที่ 100-800 ครับ แล้วกล้องมันก้อจะพยายามใช้ ISO ที่น้อยที่สุดให้เอง (สำหรับกล้องตัวนี้ ผมทดลองดูแล้วว่า ถ้ามันวัดแสงออกมาแล้วว่าต้องใช้ Shutter Speed น้อยกว่า 1/30 มันจะเริ่มเพิ่ม ISO ไปทีละขั้นๆ จนถึงค่าสูงสุดที่ตั้งไว้ มันก้อจะเริ่มลด Shutter Speed ครับ)

สรุปก็คือ ผมแนะนำว่าโหมด A (Aperture Priority) และตั้งค่า ISO เป็น Auto น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพทั่วไปครับ เพื่อที่เราจะแค่เลือก Depth Of Field และให้กล้อง เลือกค่าอื่นๆ ที่เหมาะสมให้เราเอง

แล้วถ้าจะถ่ายน้ำตกให้เป็นวุ้น หรือแพนกล้องละ

image

อย่างที่ผมได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าเราเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนตามหมด นั่นก็คือ ถ้าอยากจะให้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ ตอนกลางวัน (เพื่อให้สายน้ำตก มันกลายเป็นวุ้น) ก้อต้องเปิดรูรับแสงแคบๆ และใช้ ISO ต่ำที่สุด

ดังนั้น ถ้าเราอยู่ในโหมด Aperture Priority อยู่แล้ว ก้อแค่หมุนค่า f ให้มันไปที่ 22 หรือ จะยิ่งมากกว่านั้นก็ได้ อย่างภาพข้างๆ นี่ใช้ f/22 ได้ Shutter Speed ที่ 1/3 วินาที ที่ ISO 100 ครับ

จะแพนกล้องให้ข้างหลังเป็น Motion Blur ก็ทำแบบเดียวกันครับ

 

สำหรับคราวนี้ มีแค่นี้ครับ Smile ไว้ถ้ามีเรื่องกล้องๆ อีก จะมาโพสผสมมาอีกบ้างนะครับ

 

caosnight said:

คุณ คอร์แอดมิน นี่เชี่ยวชาญหลายเรื่องจังครับ

กำลังศึกษาเรื่องกล้องเหมือนกัน มีอะไรก็เอามาลงอีกเยอะ ๆ นะครับ

September 19, 2008 11:45 AM
 

coreadmin said:

แหะๆ ผมชอบเล่นหลายอย่างครับ

ไม่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันยังไม่มีเงินถุงเงินถังในบัญชีเรยยยย

September 19, 2008 11:36 PM
(required)  
(optional)
(required)  
Add
คอแหลม
โฆษณาออนไลน์,
				โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
				,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
				seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
				สื่อ