ถ้าท่านที่ติดตามอ่าน Engadget บ่อยๆ คงจะคงได้ยินข่าวของ Laptop ราคา 199USD ที่ใช้ถ่านไฟฉาย AA ธรรมดา ที่ชื่อ Gecko Edubook กันมาบ้างนะครับ ผมเองก็เหมือนกัน และหลังจากติดตามข่าวของบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ มาพักหนึ่ง ประกอบกับการที่ Router ที่บ้านผม ซึ่งไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยมา 5 ปีเต็ม พังพอดี ผมก็เลยลงทุนซื้อของเล่นชิ้นใหม่ จากบริษัท Norhtec ที่ชื่อ Micro Client Jr DX ครับ จุดประสงค์หลักเลยของเจ้านี่ คือมันจะมาเป็น Home Server ประจำบ้านของผมครับ
และแน่นอนว่า Home Server มันก็ต้องมีความสามารถในการส่งไฟล์ให้ผม ที่ความเร็วสาย Lan ได้เป็นอย่างน้อย ซึ่งมันก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังครับ กับความเร็ว 10MB/s (100Mbps) ภายในสายแลนที่มันสามารถส่งมาให้ผมได้ ถ้าหากเทียบกับราคาแล้ว ด้วยราคานี้ อาจจะยังไม่สามารถซื้อ NAS ที่ให้ความเร็วเท่านี้ได้่เลย (ระวัง NAS ตัวละ 1900 นะครับ มันได้แค่ 2MB/s)
แล้วมันราคาเท่าไหร่น่ะเหรอครับ…140USD (ยังไม่รวม VAT) หรือ รวม VAT และค่าส่งจากตึก Software Park ด้วย Messenger แล้ว คือ 5200 กว่าบาทครับ!!! (ถ้าบ้านใกล้ๆ ไปรับเอง ก็ลดไปอีก 300) ไม่เลวเลยสำหรับคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ที่มีขนาดเล็กเท่ากับฝ่ามือผมเท่านั้นเอง แถมตัวเครื่องยังเป็นโลหะทั้งชิ้น ประกอบได้อย่างแน่นหนามาก แถมยังฉลาดด้านการดีไซน์ด้วย เพราะว่าฝาด้านบนที่เป็นเส้นๆ นั้น นอกจากมันจะทำหน้าที่เป็นฝาด้านบนแล้ว มันยังเป็น Heat Sink ของ CPU และ GPU อีกด้วยครับ (ข้างใต้มีอะไรนุ่มๆ เป็นตัวนำความร้อนอยู่)
สำหรับภายใน เป็นสถาปัตยกรรมที่เขาเรียกว่า SoC หรือ System On-Chip เหมือนกับพวก Smartphone สมัยนี้ครับ โดยตัวชิพของมัน จะเป็นทั้ง Northbridge/Southbridge และ CPU อยู่ในตัวเดียวกันเลย และทั้งเครื่อง ก็เป็น PCB แผ่นเดียวเหมือน Laptop ครับ
เพื่อนๆ ของมันบน Board ก็มีพวก Connector ต่างๆ และชิพ GPU ของ Volari รุ่น Z9s พร้อมแรม 32MB ทางขวามือ ส่วนซ้ายมือ คือแรม DDRII แบบ BGA ชิ้นละ 128MB รวมเป็น 256MB (อาจะสามารถเปลี่ยนได้ ถ้ามีหัวแร้งอินฟาเรด ผมมีแรมเหลือๆ อยู่ น่าลองเอามาเปลี่ยนเหมือนกันนะนี่ เหอๆ)

พระเอกของเราชัดๆ ครับ MSTI PDX-600 ความเร็ว 1GHz ทำงานได้สบาย
นอกจากการรวมชิพ จะทำให้ชิพหาย เอ้ย ฃิพน้อยลง แล้ว ก็จะทำให้บอร์ดมันเล็กลง ต้นทุนในการผลิตก็ถูกลง และที่สำคัญก็กินไฟน้อยลงด้วย ทำให้เราได้เห็นเรื่องที่น่าทึ่งกว่านั้น คือ Adapter ของเจ้านี่ครับ
ดูไม่ผิดละครับ เนี่ยละครับ Adapter ของคอมพิวเตอร์ มันเป็น Adapter เหมือนที่ชาร์จโทรศัพท์เลยครับ และมันปล่อยไฟออกมาเพียง 5V 2.0A (1 Watt) เท่านั้น หรือเทียบง่ายๆ ก็คือจ่ายไฟมาเท่ากับ Adapter ของ PSP เท่านั้นเอง! ไม่ธรรมดาจริงๆ นะเจ้านี่ ถ้าลองนึกถึงว่า มันสามารถใช้งาน HDD ที่กินไฟราว 500ma ได้ และยังไม่ระเบิด เมื่อผมได้ลองเสียบ HDD USB เพิ่มไปอีก 1 ลูก (ต้องใช้สองช่อง) แถมยังมี Keyboard/Mouse เสียบผ่าน Hub อีกด้วย ก็แสดงว่าเจ้า JrDX ทั้งเครื่องนี่ กินไฟน้อยกว่า 0.5 Watt อีกครับ โอ้วพระเจ้า
นอกจากกินไฟน้อย มีแรงเยอะแล้ว ตัวมันยังมีไม้เด็ดอีก นั่นคือช่อง Micro SD ที่ Boot ได้ โดย BIOS จะมองมันเป็น HDD ธรรมดาตัวหนึ่ง ที่รองรับ Ultra DMA Mode 2 (33MB/s) ผมไม่ได้ทดลองกับ SDHC นะครับว่าได้ไหม แต่คิดว่าแค่ 2GB ก็พอแล้ว เลยมาเสียบไว้เพื่อใช้ลง Windows XP ในราคา 250 บาทครับ
เอาละ มาเตรียมเครื่องเพื่อใช้งานกันดีกว่า
การติดตั้ง Harddisk
ก่อนจะใช้งานได้ ผมก็ต้องจัดการสงเคราะห์ HDD Notebook ให้มัน 1 ตัว เพื่อเป็น Storage ซึ่งก็ไม่ได้เอามาจากไหน ก็จาก Laptop เก่าของผมนั่นเอง ตอนที่ Router (ASUS WL-500g Premium ลง OpenWRT ไว้) ยังไม่พัง มันก็เป็น Storage ของ Router นี่ละครับ
ก่อนอื่นเลย หลังจากเปิดฝาได้เรียบร้อย โดยการขันน็อต 4 ตัวด้านล่าง ก็ต้องขันน็อตตรงหัว D-SUB (VGA) ออกด้วยครับ มันยึดบอร์ดกับเคสอยู่
จากนั้นดูที่ข้างใต้ จะเห็นว่ามีสายสวิตช์ต่ออยู่ด้วย มันจะสั้นหน่อยทำให้เราทำงานลำบาก ดึงออกซะครับ (อย่าลืมจำไว้ด้วยว่า คู่สีแดง มันอยู่ด้านไหนนะ) ก็จะสามารถปลดปล่อยบอร์ดออกจากเคสให้เป็นอิสระได้อย่างไม่มีปัญหา
จากนั้นก็เอาสายแพที่เขาแถมมาให้ เสียบเข้าไปครับ จะมีปัญหานิดหน่อยคือ มันแน่นมาก และเราไม่รู้ว่า ด้านไหนมันคือขั้ว 1 กันแน่ แต่ถ้ามองดีๆ บนบอร์ดมันมีด้าน 1-2 เขียนไว้ครับ ถ้าหาไม่เจอ ก็เสียบดังภาพครับ คือ จุดสีขาวอยู่ทางด้านเดียวกับช่อง CF
พร้อมแล้วก็แค่เสียบสาย Switch คืนที่ของมันแล้วใส่เคสคืนดังเดิม แต่ตอนใส่เคสจะมีเสียวนิดนึง คือเราจะต้องจัดสายไฟดีๆ ให้มันม้วนลงไปอย่างสวยงาม แล้วก็เอาปลอกเคสที่เป็นโลหะรูปตัว U กดมันไป มันจะใส่ได้พอดีอย่างเหลือเชื่อ
ประกอบให้เรียบร้อย ขันน็อตให้แน่น ก็พร้อมจะเปิดเครื่องแล้วครับ
การตั้งค่า BIOS
สำหรับ BIOS ของเจ้าเครื่องนี้ ก็สามารถตั้งค่าได้มันมือมาก ปรับได้หลายอย่าง แม้กระทั่ง Cache บน CPU และที่น่าสนใจคือ มันมี “Onboard Virtual FDD” ด้วย ซึ่งผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเอาไวทำอะไรเหมือนกัน เพราะมันก็ไม่ได้มี FDD โผล่ขึ้นมา
ตามคำแนะนำเลย ควรจะต้องตั้งค่าตามนี้ครับ
- Advanced\IDE Configuration
- เปลี่ยน IDE Slave เป็น None ให้หมด
- ATA(PI) 80Pin Cable Detection: Host
- OnBoard IDE Operate Mode : Native Mode
- Advanced\USB
- USB 2.0 : เลือก FullSpeed (USB 1.1) ตอนลง Windows ถ้า Boot ด้วย CD ไม่ได้
- PCIPnP
- PCI IDE BusMaster : Enabled (ไม่อย่างนั้น Harddisk ที่ต่อ จะทำงานแบบ PIO ซึ่งช้ามาาาากกก)
เอาละ ต่อไปก็มาที่ภาค Software ครับ ผมหยอดน้ำจิ้มไว้ก่อน 1 ภาพ 
