[เพ้อโหมด] อ่าน...เพื่อเขียน เขียน...เพื่ออ่าน

Last post 26 Aug 2009 0:27 by nantcom. 0 replies.
Page 1 of 1 (1 items)
Sort Posts: Previous Next
  • 26 Aug 2009 0:27

    [เพ้อโหมด] อ่าน...เพื่อเขียน เขียน...เพื่ออ่าน

    ช่วงนี้ผมเข้าไปป้วนเปี้ยนในบอร์ด Narisa บ่อยมาก เว็บตัวเองไม่ค่อยมีคนมาโพสถามครับ เลยต้องไประบายความคันมือที่เว็บอื่นบ้าง

    คุยไปคุยมา ผมไปเจอกับ Developer (ไม่ใช่ "Programmer") คนหนึ่งครับ เขาคือ คุณ richter ผมประทับใจในความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของเขาครับ ลองนู่น ลองนี่ สงสัยนู่น สงสัยนี่ และล่าสุด เหมือนว่า คุณ richter เขาจะพยายามทำโปรเจคลับอะไรบางอย่าง และได้มาโพสขอความเห็นในเว็บนาริสเอาไว้ แต่ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของกระทู้นี้ คือ โพสนี้ครับ

    ขอยกคำพูดมานิดนึงเลยละกัน

    "ผมมีแนวคิดแปลกๆว่า ขณะที่คนส่วนใหญ่เขียนโปรแกรมโดยพยายามหา Tool เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
    แต่ผมกลับพยายามเขียนโปรแกรมเพื่อให้เจอปัญหา(บางทีก็หาปัญหาให้โปรแกรม)
    กระบวนการในการเข้าใจและแก้ปัญหานั้นผมเชื่อว่า
    จะนำมาซึ่งประสบการณ์
    ในการเขียนโปรแกรมสำหรับคนที่แค่ชอบเขียนโปรแกรมอย่างผมครับ"

    เป็นความคิดที่ประเสริฐเลอเลิศฟินาเล่มากครับ (อุ้ย แต๋วแตก)

    แต่ที่ผมตัดสินใจตั้งกระทู้นี้ขึ้น เพราะผมกลับไปอ่านคอมเม้นของโพสผมเอง เลยนึกเรื่องขึ้นหนึ่งในอดีตขึ้นมาได้

    ตอนก่อน ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษเลยครับ แต่ปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้ยอตัวเองนะครับ แต่ผมว่าผมก็คุยกับฝรั่งพอรู้เรื่องเลยทีเดียว ทำงานกับเจ้านายฝรั่งมาก็สามคนแล้ว บริษัทที่เคยทำงานมา ก็เป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมด ผมมีเคล็ดลับอะไรรู้ไหมครับ???

    ผมได้เคยอ่านหนังสือ "Read To Write" ครับ

    แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาในหนังสือเลยครับ มันกลับอยู่ที่ชื่อหนังสือนั่นแหละ แปลเป็นไทยตรงตัวเลยก็คือ อ่าน เพื่อเขียน นั่นเอง วินาทีแรกที่ผมเห็นปกหนังสือเล่มนี้ ผมก็รู้ทันทีเลยครับ ว่าทำไม พระพุทธเจ้าถึงสอนไว้ว่า ปัญญา เกิดจากการ คิด ฟัง พูด อ่าน เขียน

    เพราะทุกอย่างมันมีความเป็นเหตุ - เป็นผล นั่นเอง นั่นก็คือ ถ้าไม่มีแรงกระตุ้น ผลก็เกิดไม่ได้

    เหมือนกับเพื่อนๆ ผมอีกหลายคน ที่บ่นกับผมว่า "ทำไมกูไม่เก่งภาษาอังกฤษเลยวะ"
    ผมก็จะย้อนถามทุกครั้งเหมือนกันว่า "แล้วทำไมมึงไม่ไปเรียนละ"

    หลัง จากผมได้หนังสือ Read To Write มา ผมก็เริ่มอ่านเลยครับ ผมเลิกซื้อหนังสือโปรแกรมมิ่งภาษาไทย แล้วเริ่มเปิดเว็บเอาเลย หนังก็ดู Subtitle แล้วก็จำเอาว่า สถาณการณ์นี้ เขาใช้ประโยคว่าอะไร ต้องพูดดัดจริตยังไง ให้มันเหมือนฝรั่ง

    แล้ว จากการ อ่าน (และ ฟัง) บ่อยๆ เข้า ซึ่งโดยทฤษฎีแล้ว การทำอะไรซ้ำซากเกิน 28 วัน มันจะติดเป็นนิสัย และเกิดโครงสร้างเส้นกระแสประสาทถาวรขึ้น ก็เลยทำให้เซลล์นิวรอนในสมองผมก็เริ่มเรียงตัวเป็นวงจรภาษาอังกฤษขึ้นมาได้ ต้องขอบคุณหนังสือ Read To Write จริงๆ ครับ ที่ทำให้ผมมีวันนี...โดยเฉพาะคนคิดชื่อหนังสือเลยด้วยละ

    จากนั้น ผมก็เข้าไปทำงานที่บริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง ที่ผมได้ไปพบกับพี่ nas แห่งเว็บ aspnetthai.com และพี่เขาก็ได้ชักชวนให้ผมร่วมเขียนหนังสือ ASP.NET กับเขาครับ นับว่าเป็นโชคดีกับผมมากๆ ที่พี่เขาชวน

    ไม่อย่างนั้น ผมก็ยังใช้ ASP.NET ไม่เป็นครับ!!!

    อ่านถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งเดินไปฉีกหนังสือของผมและพี่เขาทิ้งนะครับ อ่านก่อนๆ  Surprise

    ผมก็ยืนยันกับพี่เขาแล้วว่า ผมไม่เคยเขียน ASP.NET เลย เคยแต่เล่นงูๆ ปลาๆ รู้แต่เบสิกพื้นฐาน จะไปเขียนหนังสือได้ยังไง แต่พี่เขาก็ยังให้ความไว้วางใจ ให้ผมเขียนเพิ่มในบทที่เกี่ยวกับ Data Binding ครับ (ตอนแรก ผมจะเขียนแค่พื้นฐาน VB.NET C#)

    ในตอนนั้น ผมก็เข้าใจเรื่องเพิ่มขึ้นเรื่องหนึ่ง

    ปัญหา ทำให้เกิด ปัญญา

    เมื่อ ผมรับปากเขามาแล้ว ว่าจะต้องเขียนเรื่อง Data Binding และการที่จะต้องประทับชื่อ นามสกุล และคำว่า "MVP" ลงไปในหนังสือประมาณ 3,000 เล่ม ที่ไม่รู้ว่าใครจะซื้อไปอ่านบ้าง มันก็ถือเป็นความรับผิดชอบใหญ่หลวงพอสมควรเลยทีเดียว ที่ผมจะต้องเขียนออกมาให้ได้ดี และไม่ให้คนที่ซื้อหนังสือผมไปอ่าน แล้วบอกว่า บทที่ 13-14 เขียนอะไร ไม่ได้เรื่องเลยมีแต่น้ำ

    แต่ทีนี่ ผมจะเขียนหนังสือได้ยังไง โดยที่ไม่มีความรู้…

    ผมก็ต้องอ่านสิครับ!!!

    สิ่งหนึ่งที่ผมทำอยู่เสมอ ก็คือการหาเรื่องมาเขียนบทความลงเว็บนี้ ซึ่งนอกเหนือจากการที่คนที่ผ่านมาจะได้ประโยชน์จากการอ่านมันแล้ว ผมเองก็ได้ประโยชน์จากการได้ค้นคว้า ทบทวนความรู้ และอัพเดทตัวเองให้มีข้อมูลที่สดใหม่อยู่เสมอ อย่างกรณีของบทความ WM6.5 ที่ผมกำลังเขียนอยู่นั้น ผมก็ได้พบกับเรื่องอะไรใหม่ๆ อีกมากมาย และได้เห็นความเห็นในอีกหลายๆ มุมมอง ที่ตอนนี้ยิ่งเปิดกว้างกว่าก่อนมาก จากกระแส Web 2.0 จากที่ผมเคยคิดว่า รู้ครบเท่าที่ควรรู้หมดแล้ว เรื่องที่ยังไม่รู้ก็ยังปรากฏออกมาอีก จากการอ่าน เพื่อมาเขียนบทความของผมนี่เอง เชื่อหรือไม่ว่า บางโพส ผมใช้เวลาเขียนกว่า 4-5 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะต้องลองหาข้อมูลเพิ่มเติม เช็คกว่าสิ่งที่เรารู้ ยังเป็นจริงอยู่มั๊ย และโค๊ดที่ผมใส่ไว้ให้ ก็ได้ทดลองใช้ ทดลองมองจากหลายๆ มุมดูก่อนที่จะโพสออกมา (เพราะผมเกรงว่า ผู้อ่านหลายๆ ท่าน อาจจะแค่ Copy โค๊ดไปใช้เลยเพียงอย่างเดียวแล้วจะเกิดปัญหาได้ในระยะยาว) อารมณ์คล้ายๆ กับตอนติวหนังสือให้เพื่อน ก่อนจะถึงนัดติวเราก็ต้องเตรียมตัวอย่างดี และการติว เราเองก็ได้ทบทวน เพื่อนเองก็ได้รู้เพิ่ม จนบางที เพื่อนที่เราติวให้ ดันทำได้อีกกว่าเราก็มี Smile

    ผมเคยได้รู้มาในวิชาจริยะธรรมที่ ABAC (ซึ่งภายหลังมาทราบว่า มันคือวิชาจิตวิทยา)ว่า คนเรานี้มีความแปลกอยู่ตรงที่ เรามีสัญชาตญาณอยากอยู่เหนือคนอื่น เรามีความเห็นแก่ตัวเล็กๆ แต่เรากลับมีความกลัวความก้าวหน้าของตัวเอง กลัวว่าเราจะล้ำหน้ากว่าคนอื่น ซึ่งมีสาเหตุจริงๆ มาจากการกลัวความเปลี่ยนแปลงอีกทีหนึ่ง (เช่น ไม่เสีย อย่าไปซ่อม… อยู่ดี ไม่ว่าดี…)

    ดังนั้น อย่ารอที่จะเริ่มครับ อินเตอร์เนตคือเวทีสาธารณะที่ให้เราได้แสดงออก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนกล้าแสดงออกด้วย และก็เป็นธรรมดาของการแสดง ที่จะมีทั้งคนที่ชอบ เห็นด้วย เจิมให้ กับคนที่ไม่ชอบ คัดค้าน และมาเผาเราอย่างเดียว ในเมื่อการแสดงออกของเรา ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน การคัดค้านก็เป็นแค่บิตไบต์ในหน่วยความจำ กลับดีเสียอีกที่เราจะได้แปลบิตไบต์นั้นมาเป็นมุมมองอื่นๆ เพิ่มเติม ให้เราได้ทดลองเอาไปคิดทำดูบ้าง ว่าการทำในสิ่งเดียวกันแต่คนละมุมมอง คนละความคิด จะให้ผลแตกต่างกันอย่างไร

    อย่าลืม อ่าน เยอะๆ นะครับ Smile

    (อ้อ ยังหาคนร่วมอุดมการณ์เหมือนเดิม เหอๆ)

    Filed under:
Page 1 of 1 (1 items)